เจ้าชายเย็นชาที่กลับมาสู่บัลลังก์ เรื่องราวหลังพายุฝนพัดผ่านพ้นของ จูจีฮุน

m-thai-jan_15-15

ต้นปี 2006 คือช่วงเวลาที่ซีรีส์ Princess Hours หรือในชื่อไทย ‘เจ้าหญิงวุ่นวายกับเจ้าชายเย็นชา’ ออกฉาย และมันได้สร้างแรงระเบิดระดับปรากฏการณ์หลายอย่าง มันไม่เพียงแต่ตอกย้ำสถานะความนิยมของซีรีส์เกาหลีในไทยที่กระเพื่อมรุนแรงมาตั้งแต่ Full House ซีรีส์เรื่องดังที่เข้าฉายกลางปี 2004 เท่านั้น แต่โดยตัวมันยังกวาดเรตติ้งถล่มทลายขณะออกฉาย, ตุ๊กตาเท็ดดี้แบร์กลายเป็นสินค้ายอดนิยม, เกิดภาคแยกที่ออกฉายในปีต่อมา และแจ้งเกิดนักแสดงนำของเรื่องอย่าง จู จีฮุน ชายหนุ่มผู้รับบทเป็น เจ้าชายลีชิน มกุฎราชกุมารผู้นิ่งเงียบแห่งเกาหลี ที่ตอนนี้กลับมาคว้าบทนำใน Kingdom ซีรีส์ผีดิบที่ออกฉายทางเน็ตฟลิกซ์ และเป็นใบเบิกทางสำคัญที่จะแจ้งเกิดเขาในระดับสากลให้ไกลกว่าที่เคย

051215_joo-ji-hoon_02“มันเป็นซีรีส์เรื่องแรกที่ผมแสดง ซึ่งก็ต้องบอกว่าการแสดงของผมมันไม่ได้ดีหรือน่าประทับใจอะไรทั้งนั้น” จีฮุนพูดขณะมองย้อนกลับไปยังงานแสดงเรื่องแรกที่สร้างชื่อเสียงให้เขา “ผมกลับไปดู Princess Hours อีกไม่ได้เลยเพราะมันน่าอายมากๆ การแสดงผมพิลึกชะมัด โชคดีจริงๆ ที่ได้แจ้งเกิดในฐานะนักแสดงนำ แต่ก็รู้ตัวว่าไม่ได้เก่งขนาดนั้น ยิ่งเป็นนักแสดงนำ จุดอ่อนของผมมันยิ่งปรากฏชัดสุดๆ

‘ความเก้งก้าง’ ที่เขาใช้อธิบายตัวเองนี้ยังดำเนินต่อไปในซีรีส์และภาพยนตร์เรื่องต่อๆ มาถัดจาก Princess Hours ยังไม่นับชื่อเสียงที่ถาโถมกระหน่ำจนชายหนุ่มที่เติบโตจากวงการนายแบบตั้งตัวไม่ถูก เขาให้สัมภาษณ์ว่าโดยทั่วไปแล้วเขาไม่ได้รู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับอุตสาหกรรมการแสดงเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะบุคลิกเก็บเนื้อเก็บตัวที่ทำให้เขาหาที่ทางให้ตัวเองไม่ถูกเวลาถูกจับจ้องด้วยสายตาหลายคู่ในชีวิตหลังกล้อง “ตอนยังเป็นนายแบบ ผมจะไปไหนมาไหนก็ได้เพราะไม่มีคนจำผมได้หรอก ตอนนี้ผมต้องสวมหน้ากาก หลบซ่อนตัวเองไว้ บางทีผมไปที่ย่านอีแอแค่เพื่อหาหนังดูสักเรื่อง แล้วก็ดีใจที่ตอนนั้นไม่มีใครจำผมได้เลย” และไม่ใช่แค่นั้น ความเงียบขรึมบางอย่างก็ผลักเขาออกจากวงการนี้อยู่ไม่น้อย ถึงขั้นที่เขาเอ่ยปากว่าการไปออกรายการวาไรตี้ชื่อดังอย่าง Running Man นั้นเป็นงานยากสำหรับเขา

121416_joo_ji_hoon_01“ผมปรับตัวให้เข้ากับความเป็นวาไรตี้ของรายการไม่ได้เลย” จีฮุนเล่า “ผมเป็นเหมือนคนเกาหลีหัวเก่าทั้งหลายที่ค่อนข้างจริงจังกับธรรมเนียมต่างๆ อย่างเวลาที่ใครสักคนพูดขึ้นมา ผมจะฟังและไม่ยอมพูดขัดแม้แต่ครั้งเดียว ซึ่งผมว่านั่นแหละเป็นเหตุผลที่ทำให้การแทรกเข้าไปในวงสนทนา(ของพิธีกรในรายการ)มันเป็นเรื่องยากสำหรับผมเหลือเกิน”

กระทั่งเมื่อข่าวถูกจับกุมแพร่สะพัด ตามมาด้วยการเข้ากรมเป็นทหาร จีฮุนจึงหยุดงานแสดงไว้เพียงเท่านั้น และเป็นเวลายาวนานพอให้เขาพักหายใจ ทบทวนในสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งชีวิตและการงานที่หลายคนคาดการณ์ไว้ว่า ยากเหลือเกินที่เขาจะกลับมามีชื่อเสียงอีกหน

temp_f7fc809888392eb3721e4e97e148976c“หากผมไม่มอบตัวในคดีนั้น ผมคงใช้ชีวิตที่เหลืออย่างน่าอนาถ -ซึ่งมันไม่ใช่สิ่งที่ผมต้องการเลย ไม่รู้ว่าต้องโชคดีขนาดไหน และหลังจากเหตุการณ์นี้ที่ผมตระหนักได้ว่า เพื่อนฝูงและครอบครัวนั้นสำคัญสำหรับผมมากเพียงใด” จีฮุนว่า ก่อนจะเล่าถึงแม่ที่เขารักยิ่งกว่าอะไร แม่ที่ไม่เคยตะโกนใส่เขาเพื่อปลุกให้เขาไปโรงเรียนสมัยเมื่อเขายังเด็ก “แม่ไม่เคยเสียงดังแบบนั้น แต่แม่จะเข้ามากอดผมก่อน แล้วค่อยปลุกผมให้ตื่น”

I Am a King (2012, จาง คยูซัง) คือหนังคอมิดี้เรื่องแรกที่เขาหวนกลับมารับแสดงหลังออกจากกรม และมันไม่ประสบความสำเร็จนักทั้งในประเทศและนอกประเทศ เช่นเดียวกับ Love Suspects(2014, ลี่ เว่ยจี) หนังสัญชาติจีนที่กระแสตอบรับเงียบกริบ หากแต่อ้อมแขนของวงการภาพยนตร์เกาหลีใต้ยังไม่ตอกฝาโลงให้จีฮุน เช่นเดียวกันกับที่เขากัดฟันออดิชั่นบทมากมายเพื่อคว้าบทหนังที่จะเบิกทางให้เขาอีกครั้งในฐานะนักแสดง เพราะทันทีที่ Along with the Gods: The Two Worlds (2018, คิม ยงฮวา) ออกฉาย มันก็ได้กลายเป็นหนังเรื่องสำคัญที่ฟื้นคืนชีพจีฮุนในฐานะนักแสดงอีกครั้ง ตัวหนังกวาดรายได้มหาศาลถล่มทลายไปที่ 108 ล้านเหรียญฯ (จากทุนเพียง 18 ล้านเหรียญฯ) ตามมาด้วยภาคต่อ The Last 49 Days (2018, คิม) ที่ประสบความสำเร็จไม่แพ้กัน

gods-768x322 dark-figure-of-crime-main-768x432

“ผมรู้สึกว่าผมติดหนี้ผู้คนมากมายเหลือเกิน อันที่จริง มันก็ผ่านมานานหลายปีแล้วนะครับ แต่ผมก็ยังหวนคิดถึงมันอยู่เสมอด้วยความรู้สึกผิดและสำนึกเต็มหัวใจ รอยยิ้มผมคงไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว แต่งานของผมคือการที่ต้องดูเปี่ยมสุขและสดใสอยู่เสมอแม้ว่าจริงๆ จะไม่ได้รู้สึกแบบนั้นเลยก็ตาม จนสุดท้าย ผมเลยพยายามทำงานให้หนักขึ้น เป็นนักแสดงที่ดีขึ้นให้ได้ มันอาจฟังดูเห็นแก่ตัวนะครับ แต่หากผมอยากแก้ไขในสิ่งที่เคยทำผิดลงไป มันก็ต้องทำด้วยวิธีที่ดีที่สุด ผมทำงานหนักขึ้นกว่าสมัยที่เล่นหนังเรื่องแรกหลายเท่า ทุ่มเททุกสิ่งที่มีเพื่อมัน”

ไม่ผิดไปจากที่พูด ในปีที่ผ่านมา หากไม่นับ The Last 49 Days จีฮุนยังมีหนังเดือดอีกสองเรื่องเข้าฉายในเวลาไล่เลี่ยกัน นั่นคือ The Spy Gone North (2018, ยุน จองบิน) หนังดราม่า-ธริลเลอร์ที่เล่าถึงการเมืองระหว่างเกาหลีเหนือ-ใต้ที่เข้มข้นสุดขีดในยุค 90 และมันได้ส่งจีฮุนชิงสาขาสมทบชายยอดเยี่ยมจากเวที Blue Dragon Awards ซึ่งเป็นเวทีใหญ่ของอุตสาหกรรมภาพยนตร์เกาหลี รวมทั้ง Dark Figure of Crime (2018, คิม แทกุน) จีฮุนปรากฏตัวในบทฆาตกรต่อเนื่องคุ้มดีคุ้มร้ายอยู่หลังลูกกรง และปล่อยกลิ่นอายความคลุ้มคลั่งแทบตลอดทุกนาทีที่เขาอยู่บนจอหนัง บทนี้ส่งเขาชิงสาขานักแสดงชายยอดเยี่ยมจากเวที Blue Dragon Awards (พร้อมกันกับที่ชิงสมทบชายไปด้วย!)

และต้นปี 2019 นี้ จีฮุนแจ้งเกิดอย่างงดงามอีกครั้งในซีรีส์ Kingdom จากบทรัชทายาทที่ทำให้หลายคนหวนคิดถึงเขาในบทเจ้าชายลีชินจาก Princess Hours แม้ว่าเนื้อเรื่องจะต่างกันสุดขั้ว หากแต่บทเจ้าชายทั้งสองก็ได้กลายมาเป็นข้อพิสูจน์ชั้นดีถึงฝีมือการแสดงที่พัฒนาขึ้นแบบก้าวกระโดดของจีฮุน เขาให้สัมภาษณ์เรื่องนี้ไว้อย่างเรียบง่าย “มันไม่เกี่ยวเลยว่าคุณเก่งแค่ไหน ตราบเท่าที่คุณทุ่มเทให้กับงาน ชีวิตคุณจะดีขึ้นอย่างแน่นอนนะครับ”

_______________
Source: mthai
Fanthai-media-